all

เรื่องที่ผมกำลังจะเขียนต่อไปนี้อาจจะยากมากซักหน่อยนะครับ แต่ผมรับรองได้เลยว่าคุณจะได้ประโยชน์ในการเป็น Storyteller อย่างแน่นอนครับ

นักพูดในที่สาธารณะมักจะสร้างการเดินทางผ่านการเล่าเรื่องให้กับกลุ่มผู้ฟังของพวกเขา โดยสร้างความรู้สึกในการสร้างแรงบัลดาลใจ และกระตุ้นเร้าอารมณ์ความรู้สึกของผู้ฟัง แต่คุณรู้หรือไม่ว่าโครงสร้างการเล่าเรื่องเหล่านั้นที่ทำให้คุณเกิดความคิดที่จะ Engage ไปกับนักพูด ถูกสร้างมาด้วยวิธี Tricky(เลห์เหลี่ยม) อย่างแยบยล ซึ่งวันนี้เราจะมาเรียนรู้ 8 คลาสสิคเทคนิคในการสร้าง Storytelling ให้ผู้ฟังของเราต้องร้อง WOW กัน

แต่ก่อนอื่นผมจำเป็นต้องเน้นย้ำสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้าง Storytelling ก่อน นั่งคือคุณต้องเริ่มต้นที่ “FACTS” เรื่องที่คุณจะเล่านั้นต้องเป็นความจริง หรือถ้าเรื่องนั้นไม่ใช่ความจริงคุณต้องเริ่มต้นการเล่า หรือจบการเล่าด้วยการบอกว่าเรื่องเหล่านั้นไม่ใช่ความจริง!! เรื่องนี้สำคัญมากนะครับ เพราะมันจะส่งผลต่อ Credibility ความน่าเชื่อถือของคุณ ถ้ามีคนจับเท็จคุณได้แล้ว พวกเขาก็จะเลิกฟังคุณไปตลอดกาล

เมื่อคุณได้ความจริงที่คุณต้องการจะเล่าแล้วคุณต้องเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์เราก่อนว่าพวกเขาชอบฟัง Structure อย่างไร โดยปกติแบบคลาสสิค ผู้คนจะชอบในตัวของ 1. Heros หลังจากนั้นพวกเขาก็จะติดตาม 2. Journeys เรื่องราวของฮีโร่นั้น สร้างเรื่อง 3. Surprises ให้พวกเขาตื่นเต้น ใส่ 4. Layers รายละเอียดที่คนมักจะมองข้าม หรือการสร้างเรื่องราวให้มีความซับซ้อน และจบด้วย 5. Happy Ending ซึ่งคุณสามารถปรับ Structure นี้ให้เหมาะกับเรื่องที่คุณจะเล่าได้นะครับ

เกริ่นเรื่องมายาวขนาดนี้แล้ว คงพอจะเห็นภาพการเล่าเรื่องที่ดีคร่าวๆแล้วนะครับ ต่อไปผมจะอธิบาย Technique ในการสร้าง Storytelling ทั้ง 8 ดังนี้ครับ

1. The Monomyth

Monomyth หรือปกติถูกเรียกว่า Hero’s Journey คือการสร้างโครงสร้างของเรื่องที่เราจะเล่ายิ่งมีความเกี่ยวข้องกับผู้ฟังมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ผู้ฟังของเราสนใจในรายละเอียดมากยิ่งขึ้น โดยเล่าผ่านตัว Hero ออกมากให้ผู้ฟังวาดภาพตัวเองว่าเป็น Hero ตัวนั้นตามเรื่องที่เราเล่า หากเรื่องนั้นมีความจริงที่คนเล่าหนังมักจะใช้ว่า “Based on True Story” ก็จะยิ่งทำให้ผู้ฟังยิ่งรู้สึกสนใจที่จะติดตามเนื้อเรื่องนั้นมากยิ่งขึ้น

โดยปกติตัว Hero นั้นมักจะถูกเล่าถึงคนที่เดินทางออกมาจากบ้าน เจอการเดินทางที่ยากลำบากจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หลังจากเรื่องราวอันน่าทึ่งในการเดินทางของเขาแล้วนั้น เขาก็จะเดินทางกลับมายังบ้านพร้อมกับรางวัล หรือความรู้ใหม่ๆ ที่ทำให้คนอื่นอิจฉา จากคนธรรมดาที่คนไม่รู้จัก กลายเป็นคนที่มีชื่อเสียง ซึ่งตัวอย่างการสร้างโครงสร้างเรื่องราวของ Hero ที่ดีคุณสามารถเรียนรู้ได้จากหนังเรื่อง “Lion King” ไปจนถึงหนังอมตะอย่าง “Star Wars”

monomyth

ให้ Monomyth นี้ในการสร้าง Storytelling ที่คุณจะเล่านั้นให้เฉียบคม เพื่อให้ผู้ฟังยอมทำในสิ่งที่คุณต้องการ เพราะการสร้าง Hero’s Journeys นี้เองจะทำให้ Message ของคุณมีชีวิตสำหรับผู้ฟัง

Good for:

ทำให้ผู้ฟังสนใจในเรื่องที่เราจะเล่า

แสดงถึงประโยชน์และความเสี่ยงที่พวกเขาจะต้องพบ

แสดงตัวอย่างถึงวิธีการอันชาญฉลาดในการเล่าเรื่องของคุณ

ถ้ายังไม่เห็นภาพการเล่าเรื่องลองดูคลิปวิดีโอต่อไปนี้ Japanese Yo-Yo-Er Black เล่า Inspiring Story ในรายการ TED ลองศึกษาวิธีการเล่าเรื่องของเขาในการหา Passion และความยากลำบากกว่าเขาจะกลายมาเป็น Champion การแชร์ประสบการณ์ของเขานั้นสามารถสร้างการเดินทางได้ Full Circle ครบตั้งแต่ต้นจบจบได้อย่างดี

2. The Mountain

โครงสร้าง Mountain เป็นวิธีการสร้างเรื่องราวให้เป็นเรื่องเดียวกันแบบ Mapping  ด้วยการสร้างเรื่องตรึงเครียด และการสร้างเรื่องดราม่า ซึ่งคล้ายคลึงกับ Monomyth เพราะมันช่วยในการสร้าง Plot เรื่องเมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งๆในเรื่องที่เรากำลังเล่า

The mountain นั้นแตกต่างจาก Monomyth ตรงที่มันไม่จำเป็นจะต้องจบแบบ Happy Ending เพราะเป็นการเล่าเพียงเหตุการณ์หนึ่งๆส่วนของเรื่องทั้งหมด อาจเป็นการเล่าถึงความยากลำบาก เช่น เรื่อง Lion King ฉากที่ซิมบา เสียพ่อไปแล้วตัวเองก็ต้องหนีอาของตัวเองไปอยู่ที่อื่น หรือฉากการตายของดัมเบิลดอร์ในเรื่อง Harry Potter เป็นต้น เปรียบเสมือนความท้าทายเล็กๆ ของ Hero ของเรา เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงในเรื่องต่างๆ ก่อนที่จะเข้าถึงจุดสูงสุดของเรื่อง

การสร้าง The mountain ก็เหมือนกับ TV series ที่จบในตัวของมันเองในแต่ละ Episode แต่ร้อยเรียงเรื่องราวเพื่อเป็น Big Final ในตอนจบของ Season ความสำคัญของ The Mountain จึงเป็นการสร้างปม ความน่าตื่นเต้นไม่ให้ผู้ฟังเบื่อนั่นเอง

mountain-2

Good for:

แสดงถึงที่มาที่ไปของเรื่องราวที่คุณเล่าอย่างมีชั้นเชิง

ยืดเรื่องราวของคุณให้ยาวและละเอียดยิ่งขึ้น

นำเสนอบทสรุปที่น่าพึงพอใจ ผ่านการติดตามเรื่องราวที่ถูกแทรกเข้ามาให้จบเป็นช่วงๆ

ปัจจุบันเทคนิค The Mountain นี้ถูกใช้ในรายการทีวีเยอะมาก เช่นรายการ The Face ที่สร้างเรื่องราวจิกกัดกันของแต่ละทีมให้เกิดความ Drama หรือ Thailand Got Talent ตลอดจน The Voice เพราะพวกเขาต้องการสร้างเหตุการณ์บางอย่างที่น่าตื่นเต้นมากระตุ้นให้ผู้ชมติดตามนั่นเอง

Aimee Mullins ก็เป็นอีกคนที่ใช้ The mountain-structure ในการเล่าเรื่องส่วนตัวของเธอ เธอเล่าถึงความพิการของเธอ การถูกดูถูก และนั่นก็ทำให้เธอเปลี่ยนจากจุดอ่อนของเธอให้กลายมาเป็นจุดแข็ง จนกลายเป็นคนมีชื่อเสียงในปัจจุบัน เราไปฟังเรื่องราวและกลวิธีเล่าเรื่องของเธอกันดีกว่ากับ The opportunity of adversity โอกาสแห่งความเคราะห์ร้าย

3. Nested Loops

Nested Loops คือเทคนิคการสร้างวิธีการเล่าเรื่องให้เกิดความซับซ้อน โดยปกติจะสร้างความซับซ้อนอยู่ที่ 3 ระดับด้วยกัน เริ่มจากการวางเนื้อเรื่องที่สำคัญที่สุด แก่นของเรื่อง เราจะวางไว้ตรงกลาง และสร้างเรื่องราวรอบๆแก่นของเรื่องเพื่อสนับสนุนจุดสำคัญของเรื่องในตอนท้ายอีกครั้ง “เพราะเรื่องแรกที่คุณสร้างขึ้นมา จะเป็นเรื่องสุดท้ายที่คุณจะสร้างมันเสร็จ” ส่วนเรื่องที่สองที่คุณสร้างขึ้นมาจะเป็นเรื่องรองสุดท้ายตามลำดับ

Nested loops ทำงานคล้ายๆกับการที่เพื่อนของคุณมาเล่าเรื่องบางอย่างให้คุณฟังเกี่ยวกับคนรอบตัวของพวกเขา บางคนที่เข้ามาสอนเพื่อนคุณถึงบทเรียนบางอย่างที่มีความสำคัญ The first Loops คือเรื่องราวของเพื่อนคุณ The second Loops คือเรื่องราวของคนที่เพื่อนคุณนำมาเล่า เพื่อสรุปถึงบทเรียนสำคัญที่เพื่อนคุณได้รับในตอนจบนั่นเอง

nestedloops2

Good for:

อธิบายลำดับขั้นว่าเกิดอะไรขึ้นถึงทำให้คุณเกิดแรงบัลดาลใจ เพื่อนำเรื่องมาในตอนสรุป

ใช้การอุปมาเพื่ออธิบายแก่นของเรื่อง

แสดงถึงชิ้นส่วนต่างๆที่ทำให้ผู้ฟังของคุณเข้าใจแก่นที่คุณต้องการจะเล่ามากยิ่งขึ้น

4. Sparklines

คือการสร้างสิ่งเย้ายวลบางอย่างที่เกิดกว่าความเป็นจริงในชีวิตประจำวันของพวกเขา เพื่อสร้าง Hope ความหวังให้พวกเขาไขว่คว้า วิธีการนี้เป็นวิธีการที่น่ากลัวมาก!! เพราะเมื่อคุณสร้าง Ideal บางอย่างขึ้นมาให้กับผู้ฟังของคุณได้แล้ว หลังจากนั้นหากคุณบอกให้พวกเขาทำอะไร พวกเขาก็จะทำตามทุกอย่างที่คุณบอก สิ่งนี้ถูกนำมาใช้ในการทำ MLM หรือเครือข่ายธุรกิจขายตรงอย่างแพร่หลายมาก และเป็นสิ่งที่ผมอยากให้คนทั่วไปรู้ทันถึงเท่าทันของสิ่งนี้เพื่อที่จะได้ไม่โดนใครหลอกง่ายๆ

ในทางกลับกันการสร้าง Sparklines นั้นไม่ใช่ว่าจะนำมาใช้แต่ในทางที่ไม่ดีได้อย่างเดียว แต่การสร้าง Ideal บางอย่างที่จะส่งผลดีต่อชีวิตของพวกเขานั้นคือสิ่งที่อาจจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกของเราได้เช่นเดียวกัน

sparklines2

แน่นอนว่าการสร้าง Sparklines นั้นอยู่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อผ่านไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง พวกเขาก็จะหมดไฟในการทำสิ่งต่างๆที่คุณบอก ก็เหมือนกับการที่ MLM พยายามปลูกฝังให้คุณต้องเข้าประชุมกับพวกเขาบ่อยๆ นั่นแหละ เพราะพกวเขาต้องการสร้างแรงบัลดาลใจให้คุณอย่างต่อเนื่องนั่นเอง ดังนั้นการทำ Sparklines นั้นจำเป็นที่จะต้องสื่อสารอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะๆ เพื่อสร้าง Sequence ของแรงบัลดาลใจให้กับพวกเขา

Good for:

สร้างแรงบัลดาลใจเพื่อให้เกิดการกระทำบางอย่าง

สร้างความหวังและความกระตือรือร้น

สร้างการติดตาม เชื่อฟังในสิ่งที่ผู้พูดส่งสารออกไป

เห็นไหมว่าการสร้าง Content แบบนี้น่ากลัวมาก เพราะมันจะทำให้คนฟังทำได้ทุกอย่างในสิ่งที่คุณสื่อสารออกไป

เราไปดูตัวอย่างของการสร้าง Sparklines ที่ดีของไทยเราดูดีกว่า กับโฆษณาต่อต้านการคอรัปชั่น

5. In Medias RES

In medias RES เทคนิคคือการเริ่มต้นเรื่องเล่าของคุณด้วย เหตุการณ์บางสร้างที่สร้างจุดพีคได้สุดๆ ก่อนที่คุณจะมาเริ่มเล่าเรื่องจากจุดเริ่มต้นแล้วอธิบายว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้างก่อนที่จะมาถึงจุดพีคนั้นๆ

วิธีการนี้คือการสร้างความตื่นเต้นอย่างที่สุดของเนื้อเรื่องของคุณ เพื่อดึงพวกเขาให้สนใจในเรื่องราวที่คุณจะเล่าตั้งแต่ต้น และติดตามเรื่องราวของคุณเพื่อให้ไปถึงจุดพีคนั้นๆ สิ่งนี้จะทำให้พวกเขาพร้อมที่จะ Engage กับคุณ เพื่อค้นหาว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

แต่!! คุณต้องระวังอย่าทิ้งระยะห่างจากจุดพีคนั้นมากเกินไป พยายามบอกใบ้บางอย่าง หรือการสร้างเรื่องที่เกินความคาดหวังของผู้ฟัง ให้ข้อมูลแค่เพียงพอให้พวกเขาติดตามเรื่องไปจนถึงจุดพีคนั้นๆ ซึ่งต้องควบคุมให้มีไม่มากหรือน้อยจนเกินไป

inmediasres

วิธีการนี้เหมาะสมกับเรื่องราวสั้นๆ เท่านั้น หรือคุณอาจจะปรับให้เหมาะกับเหตุการณ์สั้นๆ บางอย่าง ที่จะนำไปสู่แก่นของเรื่องก็ได้

Good for:

ทำให้ผู้ฟังสนใจและติดตามเรื่องราวตั้งแต่เริ่มต้น

ทำให้ผู้ฟังกระหายอยากรู้ผลของเรื่องราวที่จะเกิดขึ้น

เน้นถึงเหตุการณ์สำคัญบางอย่างในเนื้อเรื่องของคุณ

เราลองไปดูตัวอย่างฉากหนึ่งของ Walking Dead เกี่ยวกับการตายของตัวละคลเด่นตัวหนึ่ง ก่อนที่จะมาเฉลยทีหลังว่าเค้ายังไม่ตายกับฉาก “Death of Glenn” ซึ่งต่อมาโดนเปลีย่นเป็น “Death of Nicholas” เพราะจริงๆ ตัวเด่นของเรานั้นยังไม่ได้ตายนะจ๊ะ ซึ่งถูกเฉลยทีหลังในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา

เมื่อฉากนี้ถูกนำเสนอออกไป เกิดกระแสวิพากษ์วิจารย์ซีรี่ย์เป็นวงกว้างมากถึงการตายของ Glenn ซึ่งทำให้ซีรี่ย์ได้ Earned media ไปอย่างมหาศาลเพียงชั่วข้ามคืน อีกทั้งยังทำให้คนติดตามเรื่องราวต่อๆไปว่า Glenn ตายแล้วจริงๆหรือ?

นับว่าเป็นฉากที่ผมชอบมากในการเล่าเรื่องเหตุการณ์เล็กๆ ก่อนที่จะ lead คนดูไปยังเหตุการณ์หลักต่อๆไป

6. Converging Ideas

Converging Ideas คือโครงสร้างการสื่อสารที่ต้องการแสดงให้ผู้ฟังเห็นถึงความแตกต่างของจุดยืนทางความคิดจากหลายๆส่วน เพื่อสร้างเป็นโครงสร้างของไอเดียเพียงไอเดียเดียว

มันสามารถแสดงถึงการกำเนิดของความเคลื่อนไหว หรืออธิบายถึงความคิดอันเป็นหนึ่งเดียวกัน อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ “พวกมากลากไป”

เทคนิคนี้มีความคล้ายคลึงกับ The Nested Loops แต่ต่างกันตรงที่ Converging Ideas คือการสะสมของเรื่องราวหลายๆเรื่องที่สอดคล้องกันมาสร้างเป็นเรื่องราวเพียงเรื่องราวเดียว เพื่อสนับสนุนแก่นของเนื้อหาให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น

coverging

Good for:

แสดงถึงความคิดดีๆจากคนหลายๆคน

นำเสนอถึงการพัฒนาโอกาสบางอย่างด้วยเสียงของคนส่วนมาก

การแสดงเชิงสัญลักษณ์ของรูปแบบความสัมพันธ์

เรามาลองดูตัวอย่างการสร้าง Storytelling ด้วยวิธี Converging Idea กับ “ผู้ชายชอบผู้หญิงแบบไหน” ไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่า

7. False Start

False Start คือการสร้างเรื่องราวที่ดูเหมือนว่าจะสามารถเดาเนื้อเรื่องของเรื่องได้ตั้งแต่ต้น ก่อนที่จะเฉลยเรื่องราวที่ไม่คาดฝันให้ไปในอีกทิศทางหนึ่งที่ผิดคาดไป หรือการสร้างเรื่องราวที่คุณมักจะเรียนรู้จากประสบการณ์ว่าเมื่อตัวละครทำบางอย่างขึ้น เขาจะต้องทำสิ่งต่อไป แต่ ปรากฏ ว่าเนื้อเรื่องกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม ในทิศทางที่ผิดคาดจากประสบการณ์ของผู้ฟัง

falsestart

เทคนิคนี้มันถูกนำมาใช้เป็นกลเม็ดในการเล่าเรื่องสยองขวัญต่างๆ อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ที่มักทำให้คนดูมีประสบการณ์คาดเดาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชั่วขณะที่ ผี ปีศาจ ตัวละครร้ายจะโผล่ออกมาในฉาก ซึ่งฉากเหล่านี้ยิ่งทำให้คาดเดาไปในทิศทางที่ผิดคาดเพียงใด ก็จะยิ่งทำให้หนังมีความน่าสนุกมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

Good for:

ขัดจังหวะความคาดหวังของผู้ฟัง ทำให้ผู้ฟัง Surprise กับสิ่งที่เกิดขึ้น

แสดงถึงการใช้ความยืดหยุ่นของเนื้อเรื่องให้เป็นประโยชน์

กระตุ้นให้ผู้ฟังติดตามเรื่องราวต่อไป

ตัวอย่างของ False Start ที่โด่งดังสุดๆ ใน Final Scene ของหนังเรื่อง “The Mist” เป็นตัวอย่างที่ดีในการทำ Storytelling แบบหักมุมได้สุดๆ ของเรื่องราวที่ผู้คนพยายามเอาตัวรอดจากสัตว์ประหลาด จนตัวเอกของเรื่องพาครอบครัวและเพื่อนร่วมทางหนีออกมาโดยรถยนต์ แต่สุดท้ายน้ำมันก็หมด ทำให้พระเอกตัดสินใจทำบางอย่างลงไป เราไปดูตัวอย่างของ False Start ที่โด่งดังนี้กันดีกว่า

8. Petal Structure

The Petal Structure คือวิธีการจัดการคนเล่าเรื่องราวทีละหลายๆคน หรือการสร้างเรื่องราวรอบๆแก่นของเรื่อง วิธีนี้มีประโยชน์มากหากคุณมีเรื่องราวหลายๆเรื่องที่ไม่มีความสอดคล้องกันเลย ร้อยเรียงมันเข้าด้วยกันใน “Single Message”

petal

คุณเล่าเรื่องราวของคุณทีละอย่าง ก่อนที่คุณจะวกกลับมาที่แก่นของเรื่องทั้งหมด เทคนิค กลีบดอกไม้นี้สามารถซ้อนทับกันได้ในเรื่องที่เล่า แล้วแนะนำให้ติดตามในเรื่องต่อๆไปได้ แต่เรื่องที่คุณเล่านั้นควรจะจบในตัวของมันเอง ไม่ควรให้มันยืดเยื้อไปกระทบกับเรื่องอื่น เพราะอาจจะทำให้ผู้ฟังสับสนได้

ในวิธีการเล่าเรื่องด้วยเทคนิคนี้คุณสามารถเล่าด้วยหลักฐานต่างๆที่นำมาเสนออาจจะใช้การสร้างอารมณ์ที่น่าประทับใจเพื่อโยงมาที่แก่นของเรื่องของคุณ ด้วยการแสดงให้ผู้ฟังของคุณรับรู้ถึงเรื่องราวที่สอดคล้องกัน และปล่อยให้พวกเขาตัดสินใจจากความจริงที่สำคัญและชั่งน้ำหนักให้กับ แก่นเรื่องราวของคุณ

Good for:

นำเสนอเรื่องราวให้สอดคล้องกันแม้เรื่องราวเหล่านั้นอาจจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย

แสดงหลากหลายรูปแบบ แต่สรุปใจความที่เรื่องเดียว

ให้ผู้เล่าเรื่องหลายๆคน พูดถึงสิ่งรอบๆแก่นของเรื่อง ทำให้เนื้อหาไปในทิศทางเดียวกัน

ตัวอย่างในการเล่าเรื่องที่ดีของหนังเรื่อง “Disconnected” ด้วยเทคนิค Petal Structure ที่แก่นของเรื่องคือต้องการพูดถึงผลเสียของการใช้งาน Internet ผ่านออกมาเป็นหนังสั้นหลายๆ เรื่อง และการตัดต่อที่ลงตัว ทำให้หนังสั้นหลายๆ เรื่องนั้นกลายมาเป็นหนังเรื่องเดียว ที่ผลสรุปคือโยงมาที่ผลเสียของการใช้ Internet สำหรับคนที่ยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ต้องบอกก่อนว่าหนังจบไม่สวยเท่าไหร่นักนะครับ เพื่อต้องการตอกย้ำถึงผลเสียให้ถึงที่สุด ซึ่งสามารถลองหาดูได้นะครับว่าผู้กำกับเล่าเรื่องราวออกมาได้อย่างไร

จบไปแล้วครับกับ 8 Classic storytelling ที่ชาญฉลาด แต่ในความจริงแล้วยังมีวิธีการเล่าเรื่องอีกหลากหลายวิธีที่จะทำให้การเล่าเรื่องของคุณนั้นทรงพลัง ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องด้วยภาษาของกลุ่มผู้ฟังของคุณ หรือการเรียนรู้เทคนิคการสื่อสารจากหลายๆคน อย่าง Adolf Hitler, Abraham Lincoln, Martin Luther King หรือ Barack Obama ก็จะสามารถช่วยให้คุณเล่าเรื่องออกมาได้ยิ่งใหญ่มากยิ่งขึ้นแน่นอน

ถ้าสนใจเนื้อหาเกี่ยวกับ Storytelling เรื่องอื่นสามารถติดตามได้จากลิ้งค์ด้านล่างเลยครับ

Storytelling Part 2 : การแบ่งสัดส่วนเนื้อหา Content Pillar กับอีเจี๊ยบโมเดล

Storytelling Part 3: สงครามไอศครีมพรีเมี่ยม “Knowing is the half battle”

#unlock

Source: Youtube.com, sparkol.com

Advertisements