twitter-292994_pixabay-1920

The Click-to-Call Playbook for Facebook Ads

กว่า 80% ของรายได้โฆษณาของ Facebook มาจากมือถือ และต้องขอบคุณ Smartphones ที่รองรับ Click-to-call ใน social ads ซึ่งในปีที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้กว่า 12 พันล้านดอลล่าห์สหรัฐ(ในสหรัฐอเมริกา) และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 39 พันล้านดอลล่าห์สหรัฐภายในปี 2019 ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับการ clicks จากโฆษณาปกติ โดย Click-to-call จะสร้างรายได้มากกว่าประมาณ 10-15 เท่าเลยทีเดียว

สำหรับใน Facebook หน้าตาโฆษณาของ Click-to-Call ก็ไม่ต่างกับ Click-to-Website เพียงแต่ปุ่ม Call-to-action จะเป็นคำว่า “Call Now” ดังรูป

Facebook Click to Call Ads และเมื่อ Click ที่ปุ่ม Call Now แล้วจะมี Pop-up ขึ้นมาให้เรากดโทรออกได้เลย

click-to-call-facebook

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ตอนนี้ในประเทศไทยเรายังไม่มี Click-to-Call นะครับ ถ้าหากมีการอับเดทต่อไปในอนาคต ผมจะรีบมาอับเดทให้อีกครั้งหนึ่ง

แต่ก็อย่าพึ่งน้อยใจไป เพราะความจริงแล้ว Click-to-Call เป็นอะไรที่เก่ามากแล้วเมื่อเทียบกับ Google Adwords ซึ่งเราสามารถเพิ่ม Extension button ที่มีชื่อว่า “Call” ได้เวลาเราซื้อโฆษณาจาก Google  search

Screen-Shot-2013-12-19-at-11.42.21

และสิทธิพิเศษที่ Google ให้สำหรับธุรกิจที่ลงทะเบียน Google Business แล้วนั้นโดยปกติเวลา Search ขึ้นมาจะมีการแสดงผลที่แตกต่างจากการ Search ปกติที่สามารถเพิ่มลูกเล่น ไม่ว่าการใส่ LOGO การใส่ Map การใส่ที่อยู่ และอื่นๆ ซึ่งแน่นอนเราสามารถใส่เบอร์โทรศัพท์เพื่อให้คนที่ Search เจอสามารถกดโทรออกได้เลยทันทีโดยที่ทาง Google ไม่ได้คิดเงินสำหรับ Organic call อันนี้นะครับ 🙂

click-to-call1

จากในรูปจะเห็นว่าตัวแรกใช้การซื้อโฆษณาแล้วเพิ่ม Extension call เข้าไป(อันนี้เสียเงินนะ) รูปที่สองสำหรับ Google Business เวลา search ตรงกับแบรนด์ของเราสามารถกดโทรได้เลย(อันนี้ฟรี) และรูปสุดท้ายเมื่อทำการกดปุ่มจะมี Pop-up ให้กดโทรออกดังรูป

#unlock

Source : webcast

Advertisements